ติดต่อโฆษณา นโยบายการให้บริการ เว็บเพื่อนบ้าน ติดต่อเรา
 
เข้าสู่ระบบสมาชิก
thaisermons.com  
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
สมัครสมาชิก «
ลืมรหัสผ่าน «
หน้าแรก หนังสือแนะนำ ฟังเพลง ข่าว คลิปดีมีแง่คิด บทความใหม่ ศิษยาภิบาล คำหนุนใจ บทความทั่วไป เพื่อนคริสเตียน เว็บบอร์ด
Home หนังสือแนะนำ เพลง ข่าวคริสเตียน คลิปวีดีโอ บทความใหม่ ศิษยาภิบาล คำหนุนใจ บทความทั่วไป เพื่อนคริสเตียน เว็บบอร์ด
ขำขัน-ฮา-บนธรรมมาส
ประเด็นร้อน
คำเทศนา NT
อธิบายพระคัมภีร์ OT
อธิบายพระคัมภีร์ NT
คำปรึกษา
ศิษยาภิบาล
บทเทศน์อื่นๆ
บทความใหม่ Update
รูปนี้มีข้อคิด
บทความผู้นำ
คริสตจักร Church
บทความดีๆ
คำสอนเรื่องครอบครัว
พระคัมภีร์วันละคำ
คริสตจักรแบ๊บติส์เชียงใหม่
หนังสือแนะนำ
หนังสือแนะนำ
 
หมวด » คำปรึกษา

หลักการให้คำปรึกษาและความหมาย 3

                                                                                        14

                                                     หลักการให้คำปรึกษาและความหมาย(3)

                                                                               ธวัช  เย็นใจ เรียบเรียง

 

๘.การแปลความ

                ตัวอย่าง : เมื่อถึงวันคล้ายวันเกิดของคุณแม่ ลูกชายทั้งสามคนพยายามแข่งขันกันเอาใจคุณแม่ คนแรกซื้อบ้านให้หนึ่งหลังกับเฟอร์นิเจอร์ครบครัน ลูกชายคนที่สองซื้อรถยนต์ป้ายแดงพร้อมคนขับ และลูกชายคนที่สามได้ซื้อนกแก้วตัวหนึ่งที่พูดได้ถึง ๓ ภาษา

                หลังจากนั้นอีกหนึ่งสัปดาห์ ลูกชายก็โทรไปหาคุณแม่ถึงของขวัญที่ซื้อให้ คุณแม่ขอบใจลูกๆทุกคน ไม่ค่อยชอบบ้านเพราะมันใหญ่เกินไป และไม่ชอบรถเพราะว่าเดินทางไปไหนมาไหนไม่มากนัก และคนขับก็มีมารยาทไม่ดี แต่ชอบใจนกแก้วของลูกชายคนเล็กมาก นางบอกว่า “ขอบใจมากนะลูก เนื้อของมันอร่อยดี”

                ๑ คร. ๑๔.๘ พระคัมภีร์กล่าวถึงความชัดเจน “ถ้าแตรให้เสียงไม่ชัดเจน ใครจะเตรียมตัวเข้าศึกสงคราม?”

                สิ่งสำคัญ : คือการให้ข้อมูลที่ขาดอยู่ ผู้ให้คำปรึกษาจะต้องให้คำอธิบายถึงพฤติกรรม ความรู้สึก ความคิดต่างๆของตนเอง ให้แก่ผู้มาขอรับคำปรึกษา มีการแปลความให้เขามองในมุมใหม่ ให้ปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมเสียใหม่

บางทีเขาอาจจะบอกว่าเป็นไปได้ยาก ไม่มีกำลังทางด้านจิตใจเพียงพอ แต่ที่ปรึกษาจะต้องแนะนำให้เขาพึ่งพาอาศัยในฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า (สภษ. ๓.๕-๖)    

๙.การเผชิญหน้า

                (๑)หลักการมีความหมาย

                ในการให้คำปรึกษานั้น อาจจะใช้หลักการเดียวกับการศึกษาพระคัมภีร์ได้ด้วย คือ หนึ่ง สังเกตดู สอง ตีความ หมาย และสามนำเอามาประยุกต์ใช้ ที่ปรึกษาจะต้องทำความเข้าใจประวัติของผู้มาขอรับการปรึกษา และชีวิตความเป็นอยู่ของเขาในปัจจุบันด้วย

                (๒)ให้ความกระจ่าง

                 ผู้ให้คำปรึกษาจะต้องให้ความกระจ่างชัด (ดังที่ได้กล่าวมาบ้างแล้วในข้อที่ ๘) คือ การเปิดเผย และพูดอย่างตรงไปตรงมา เพราะหากไม่ชัดเจนแล้วอาจจะเกิดความเข้าใจผิดแก่ผู้มาขอรับคำปรึกษาได้ ผู้มาขอรับคำปรึกษาอาจจะมีข้อมูลที่ไม่ตรง บิดเบือน ขัดแย้ง ไม่สอดคล้อง ไม่สมเหตุ สมผล และทำให้เกิดความเข้าใจไขว้เขว

                ที่ปรึกษาจะต้องให้ผู้มาขอรับคำปรึกษาตระหนักถึงความขัดแย้ง ระหว่างคำพูด พฤติกรรม ความคิด ความรู้สึกของเขา และเผชิญกับความขัดแย้งนั้นอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งอาจจะยากและต้องใช้เวลา แต่ก็เป็นไปตามหลักคำสอนของพระเยซูคริสต์ “จริงก็จงว่าจริง ไม่ก็ว่าไม่ เกินกว่านี้มาจากความชั่วร้าย” (มธ. ๕.๓๗) 

๑๐.การนำ

                การนำคือ ที่ปรึกษาจะต้องบอกชี้ให้ผู้มาขอรับคำปรึกษาพูด หรือแสดงพฤติกรรมตามที่ได้แนะนำไป เพื่อจะช่วยกระตุ้นให้กระทำให้สิ่งที่ใหม่ๆ

                ตัวอย่าง : เมื่อพระเยซูทรงสนทนากับผู้เคร่งครัดในศาสนายิวชื่อนิโคเดมัส พระองค์ได้แนะนำเขาในเรื่องการบังเกิดใหม่ (ยน. ๓.๓) และเมื่อพระองค์ทรงสนทนากับหญิงล่วงประเวณี ก็แนะนำเธอว่า ให้ดำเนินชีวิตในหนทางที่ถูกต้อง

“เราไม่เอาโทษเจ้า จงไปเถิด และอย่าทำบาปอีก” (ยน. ๘.๑๑)

๑๑.การให้ข้อมูลและการแนะนำ

                ตัวอย่าง : ชายชรานอนอยู่บนเตียง ใกล้ถึงเวลาที่เขาจะต้องอำลาจากโลกนี้ไป ศิษยาภิบาลรุดไปเยี่ยมและถาม

เขาถึงสิ่งที่อยากจะให้อธิษฐานเผื่อ ชายชราสารภาพว่า “เมื่อตอนเป็นหนุ่มได้ทำสิ่งที่ผิดพลาดอย่างมหันต์คือ ครั้งหนึ่งเขานึกสนุกจึงไปที่สี่แยกแห่งหนึ่ง แล้วกลับป้ายโดยหันไปในทิศทางที่ตรงกันข้ามกัน ทำให้หลายปีที่ผ่านมา มีคนขับรถจำนวนมากต้องหลงทิศทางไป

                การให้ข้อมูล การแนะนำการสอนคือ ที่ปรึกษาจะต้องบอกให้ผู้มาขอรับคำปรึกษาถึงข้อมูล วิธีการ และรายละเอียดในเรื่องต่างๆ อย่างชัดเจนและตรงตามข้อเท็จจริงมากที่สุด  

๑๒.การเปิดเผยตัวเอง

            การเปิดเผยตัวเอง คือผู้ให้คำปรึกษาจะเป็นฝ่ายที่เปิดเผยถึงความรู้สึก นึกคิด การกระทำ และประสบการณ์ของตนเองให้แก่ผู้ที่มาขอรับคำปรึกษาได้รับรู้ จุดประสงค์ของการทำอย่างนี้ก็เพื่อที่จะบอกแก่คนที่มีปัญหาว่า ที่ปรึกษามีส่วนร่วมในความทุกข์นั้น เพื่อจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่มาขอรับคำปรึกษา

            ตัวอย่าง : มีเรื่องเล่าว่า ชายสามคนได้พบกันที่โบสถ์แห่งหนึ่ง ทั้งสามคนสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว วันหนึ่งพวกเขาปรึกษาหารือกันว่า “เรารู้จักกันมานานแล้ว น่าจะเปิดเผยตัวตนของแต่ละคน” ทุกคนเห็นด้วย ชายคนแรกจึงเริ่มขึ้นว่า

“ผมเป็นคนที่นิสัยไม่ดีอย่างหนึ่ง เวลาที่เห็นสาวๆสวยๆมีความรู้สึกอยากจะได้มาเป็นคู่นอน ครั้งหนึ่งผมมีอะไรที่ลึกซึ้งกับเลขานุการของศิษยาภิบาลด้วย” ชายคนที่สองก็พูดขึ้นบ้าง “ผมเองก็ได้ทำความผิดหลายครั้ง คือ วันอาทิตย์ผมจะแอบขโมยเงินในถุงถวายของโบสถ์เอาไปใช้ส่วนตัว”

                ชายคนที่สามจึงพูดขึ้นบ้าง “ผมก็มีนิสัยแย่ๆเหมือนกัน คือ เป็นคนปากโป้ง พอรู้เรื่องที่ไม่ดีแล้ว จะรีบไปบอกคนอื่นทันที!

๑๓.การระบุผลที่ตามมา

            ที่ปรึกษาจะต้องบอกแก่ผู้มาขอรับคำปรึกษา ถึงความเชื่อมโยงระหว่าง “เหตุ” และ “ผล” ของการกระทำ คือความเชื่อมโยงของความคิด ความรู้สึก และการกระทำของเขาเอง เพื่อจะช่วยให้ผู้ที่มีปัญหาได้เข้าใจว่า เหตุการณ์ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้เกิดขึ้นเองแบบลอยๆ(โดยอัตโนมัติ) แต่มันเกิดขึ้นและเป็นตามเหตุและผล

                คนไทยเชื่อว่า “กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมตามสนอง” 

                ถ้าในอดีตที่ผ่านมาเขาได้ทำสิ่งที่ไม่ดี แน่นอน ผลที่ติดตามก็จะไม่ดีด้วย ดังนั้น ถ้าจะให้มีผลดีเกิดขึ้น จะต้องหันไปทำสิ่งที่อยู่ตรงกันข้าม เพราะพระเยซูคริสต์ตรัสว่า “ต้นไม้ดีนั้นย่อมให้แต่ผลดี ต้นไม้เลวก็ย่อมให้ผลเลว ต้นไม้ดีจะให้ผลเลวไม่ได้ และต้นไม้เลวจะเกิดผลดีไม่ได้” (มธ. ๗.๑๗)  

๑๔.การให้ข้อมูลย้อนกลับ

            ที่ปรึกษาจะต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้ที่มาขอรับคำปรึกษา  เป็นการบอกเขาถึงการเฝ้าสังเกตดู (แต่ยังไม่มีการประเมิน) เพื่อจะช่วยให้ผู้มีปัญหาได้มีโอกาสสำรวจตนเอง และรับรู้ถึงพฤติกรรมที่แสดงออกมา โดยบอกว่าคนอื่นๆก็สามารถรับรู้การแสดงออก ทางด้านความคิดและความรู้สึกของเขาได้

                โดยปกติแล้ว ผู้หญิงจะยอมรับการให้ข้อมูลย้อนกลับได้ง่าย เพราะมิได้ถือหรือเย่อหยิ่งในเกียรติและศักดิ์ศรีเท่าผู้ชาย ลักษณะเด่นของผู้ชายหลายคนคือ “หน้าใหญ่ ใจโต และโง่ไม่เป็น” แต่เมื่อได้เผชิญหน้ากันสองต่อสองกับที่ปรึกษาแล้ว ผู้ชายจะยอมรับข้อมูลย้อนกลับได้ค่อนข้างง่ายเหมือนกัน

                ตัวอย่าง : ๑ ซมอ. ๒๕.๒-๔๒ พิจารณาเรื่องราวและชีวิตของนาบาล

๑๕.การเพ่งประเด็น

            เมื่อมีการให้คำปรึกษาหารือ จะเห็นว่าในการพูดคุยกันนั้นมีทั้งประเด็นหลักและประเด็นย่อย อีกทั้งยังมีเรื่องที่อยู่นอกประเด็นอีกด้วย ซึ่งบางครั้งผู้มาขอรับคำปรึกษาคิดว่า เรื่องราวหรือเหตุการณ์เหล่านั้นมีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่ที่ปรึกษาจะต้อง “เพ่งไปที่ประเด็นสำคัญ” โดยเริ่มจากใหญ่ไปหาเล็ก เช่น

                (๑)มุ่งเน้นไปที่ตัวของผู้มีปัญหา (ผู้มาขอรับคำปรึกษา)

                (๒)มุ่งเน้นไปที่ตัวปัญหา

                (๓)มุ่งเน้นไปที่คนอื่นๆ (ที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง)

๑๖.การเงียบ

            การเงียบคือช่วงเวลาหยุดระหว่างการสนทนา ระหว่างที่ปรึกษากับผู้มาขอรับคำปรึกษา จะไม่มีการสื่อกันด้วยวาจาใดๆ จุดประสงค์เพื่อให้ผู้ที่มีปัญหาได้มีเวลาคิดและใคร่ครวญ รวบรวมรายละเอียดต่างๆ ตลอดจนถึงประเด็นของปัญหาที่เกิดขึ้น นอกจากนั้นเป็นการกระตุ้นให้ผู้มาขอรับคำปรึกษาได้พูดถึงความคิด อารมณ์ ความรู้สึกที่มีต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้น มีการแบ่งแยกการเงียบออกเป็น ๒ อย่าง คือ 

                (๑)การเงียบในทางบวก

            อาจจะเป็นเพราะความรู้สึกเจ็บปวดลึกๆ ความสะเทือนใจจนพูดไม่ออก หรือมีอารมณ์ประทุอย่างรุนแรง โกรธ ก้าวร้าว ตาแข็งจ้องไปข้างหน้า กัดกรามหรือกำหมัด แต่ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา

                (๒)การเงียบในทางลบ

                เป็นการเงียบไปเฉยๆของผู้ที่มาขอรับคำปรึกษา โดยที่เขาไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกมา มีความรู้สึกอึดอัด (อัดอั้นตันใจ)  นั่งก้มหน้านิ่ง หรือส่ายตัวไปมา เป็นต้น

                การเงียบเป็นวิ่งวิธีหนึ่ง ที่ใช้ในช่วงที่ผู้มาขอรับคำปรึกษากำลังหยุดและใช้ความคิด ทบทวนและทำความเข้าใจ ซึ่งอาจจะใช้เวลาสัก ๒-๓ นาที แต่ถ้าเงียบนานเกินไป ที่ปรึกษาจะต้องกระตุ้นให้เขาพูดอะไรบางอย่างออกมา โดยถามถึงความรู้สึกหรือความคิดของเขาในขณะนั้น

                ตัวอย่าง : โยบ ๒.๑๓ เพื่อนทั้งสี่คนของโยบได้มาร่วมทุกข์ด้วยกัน “พวกเขานั่งอยู่บนพื้นดินกับท่านเจ็ดวันเจ็ดคืน ไม่มีใครพูดกับท่านสักคำ เพราะเห็นความทุกข์ระทมของท่านนั้นใหญ่ยิ่งนัก”

เมื่อเผชิญกับความขัดแย้ง

                ลักษณะของคนเมื่อเจอกับความจัดแย้ง คนเรานั้นมีวิธีการต่างกัน เมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้น นักจิตวิทยาบอกว่า วิธีการตอบโต้ของแต่ละคนจะแสดงออกมาในรูปแบบที่ซ้ำๆกัน จนกระทั่งหลายเป็น “นิสัย” โดยตัวคนนั้นไม่ค่อยรู้สึกตัว (เป็นการพัฒนาไปอย่างอัตโนมัติ) และได้มีการแยกแยะลักษณะนิสัยของคนออกเป็น ๖ ประเภท ดังต่อไปนี้

                (๑)เลือกข้าง

                “เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าได้ก็ต้องได้ทั้งหมด ถ้าเสียก็เสียทั้งหมด” หรือบางคนมีความคิดว่า “ถ้าฉันไม่ได้ คนอื่นต้องไม่ได้ด้วยเช่นกัน”

                (๒)รอมชอมกันได้

                เป็นคนที่ชอบการประนีประนอม “เราไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็ไม่เสียไปทั้งหมด”

                (๓)ปล่อยวาง

                พวกนี้เป็นคนประเภทที่อยู่เฉยๆ ไม่ยอมแก้ไขปัญหาอะไรเลย รอให้เวลาเป็นตัวช่วย คาดว่ามันจะดีขึ้นเอง

                (๔)ถอยดีกว่า

            เป็นคนที่ชอบหลีกเลี่ยงปัญหา เมื่อมีอะไรเกิดขึ้น เขาจะบอกแก่ตัวเองว่า “หนีดีกว่า”  เมื่อเจออุปสรรคขวากหนามที่ไหน ก็จะแก้ไขด้วยวิธีขอลาออก (แล้วก็ไปพบกับปัญหายังที่ใหม่อีก)

                (๕)หลังชนฝา

                คนพวกนี้มีความคิดฮึดสู้แบบหมาจนตรอก “หันหน้าสู้” ในเมื่อหนีก็หนีไม่พ้น หันหน้าสู้ดีกว่า เผื่อบางทีอาจชนะ

                (๖)กล้ำกลืนฝืนทน

                คนประเภทสุดท้ายเป็นพวก “หวานอมขมกลืน” เขาคิดปลอบใจตนเองอยู่ตลอดเวลาว่า “ไม่น่ามีปัญหาอะไร”

ทั้งๆที่มีปัญหามากมาย

                ตัวอย่าง : เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีการจัดชกมวยหญิงขึ้นที่จังหวัดชลบุรี เป็นที่ฮือฮากันมากเพราะคู่เอกฝ่ายแดงเป็นเมียหลวง และฝ่ายน้ำเงินเป็นเมียน้อย มีผู้ชมล้นสนาม โดยจำนวนเงินเดิมพันมากโขอยู่ ที่น่าประหลาดใจก็คือ ผู้เป็นสามีมานั่งเชียร์อยู่ข้างๆเวทีด้วย 

                ข่าวทีวีรายงานว่า เมื่อคู่นี้ชกกันครั้งแรกนั้น เมียน้อยเป็นฝ่ายชนะ จึงต้องมีนัดล้างตากันอีกครั้ง ผลการชกครั้งที่สอง เมียหลวงเป็นฝ่ายชนะ หลังจากนั้นก็มีนักสิทธิมนุษยชนก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ นี่ไม่ใช่เป็นกีฬา แต่เป็นปัญหาที่เกิดขัดแย้งขึ้นในครอบครัว จึงระบายความโกรธแค้นด้วยการมาชกกันบนเวที  เชื่อแน่ว่าไม่ใช่วิธีที่ดีในการยุติปัญหา กลับกระพือให้มันมากขึ้นอีกต่างหาก

                วิธีที่ถูกต้องในการจัดการปัญหาครอบครัว คือ การหันหน้ามานั่งจับเข่าคุยกัน!

วิธีไกล่เกลี่ยปัญหาครอบครัว

                (๑)ขณะเมื่อสามีภรรยากำลังโกรธ อย่าเพิ่งนำมาเจรจากัน แต่ต่างคนต่างแยกอยู่ก่อน

                (๒)พูดคุยกับทีละคน โดยที่ไม่ต้องให้อีกฝ่ายมาอยู่ร่วมรับรู้ด้วยTAG :

เขียนเมื่อ :  28 ตุลาคม 2556 13:23:10 เข้าชม :  2243   ครั้ง แจ้งลบ
เว็บราคาพี่น้องคริสเตียน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
เข้าใจลักษณะนิสัยของมนุษย์  
เข้าใจลักษณะนิสัยของมนุษย์
มนุษย์มาจากการทรงสร้างของพระเจ้า (กจ. ๑๗.๒๖-๒๗) แต่ละคนมีลักษณะนิสัยที่ไม่เหมือนกัน เรียกว่า character และ personality แต่โดยรวมแล้วแบ่งออกเป็น ๔ แบบด้วยกัน ๑ คร. ๒.๑๐-๓.๔ เปาโบแบ่งมนุษย์ในโลกออกเป็น ๓ พวก คือ มนุษย์ธรรมดา มนุษย์ฝ่ายวิ
เข้าชม : 1567 ครั้ง
วิชาการให้คำปรึกษา  
วิชาการให้คำปรึกษา
สิ่งสำคัญที่สุดของวิชานี้คือ นักศึกษาจะต้องเข้าใจจุดประสงค์ของการเป็นที่ปรึกษา วิธีการ ขั้นตอนและรูปแบบของการเป็นที่ปรึกษาที่ถูกต้องตามหลักการของพระคริสตธรรมคัมภีร์
เข้าชม : 1299 ครั้ง
หลักการให้คำปรึกษาและความหมาย 3  
หลักการให้คำปรึกษาและความหมาย 3
ตัวอย่าง : เมื่อถึงวันคล้ายวันเกิดของคุณแม่ ลูกชายทั้งสามคนพยายามแข่งขันกันเอาใจคุณแม่ คนแรกซื้อบ้านให้หนึ่งหลังกับเฟอร์นิเจอร์ครบครัน ลูกชายคนที่สองซื้อรถยนต์ป้ายแดงพร้อมคนขับ และลูกชายคนที่สามได้ซื้อนกแก้วตัวหนึ่งที่พูดได้ถึง ๓ ภาษา
เข้าชม : 2244 ครั้ง
มนุษย์สัมพันธ์ที่ดี     กับการให้คำปรึกษา  
มนุษย์สัมพันธ์ที่ดี กับการให้คำปรึกษา
การให้คำปรึกษาที่ดี หนึ่ง อาจช่วยทำให้คนยากจนร่ำรวยขึ้นมาได้ (ร่ำรวยน้ำใจ, ความเชื่อ) สอง คำปรึกษาที่ดีอาจช่วยทำให้คนเจ็บไข้ได้ป่วยกลายเป็นคนที่มีสุขภาพดี สาม คำปรึกษาที่ดีอาจช่วยทำให้คนต่ำต้อยกลายเป็นคนที่มีชื่อเสียง และสี่ คำปรึกษาที่ดีอาจช่วยทำให้คนพ่
เข้าชม : 3295 ครั้ง
thaisermons.com
Contact Us : tawatyenjai@yahoo.com
Copyright 2012 © thaisermons.com
by.Tawat Yenjai