ติดต่อโฆษณา นโยบายการให้บริการ เว็บเพื่อนบ้าน ติดต่อเรา
 
เข้าสู่ระบบสมาชิก
thaisermons.com  
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
สมัครสมาชิก «
ลืมรหัสผ่าน «
หน้าแรก หนังสือแนะนำ ฟังเพลง ข่าว คลิปดีมีแง่คิด บทความใหม่ ศิษยาภิบาล คำหนุนใจ บทความทั่วไป เพื่อนคริสเตียน เว็บบอร์ด
Home หนังสือแนะนำ เพลง ข่าวคริสเตียน คลิปวีดีโอ บทความใหม่ ศิษยาภิบาล คำหนุนใจ บทความทั่วไป เพื่อนคริสเตียน เว็บบอร์ด
ขำขัน-ฮา-บนธรรมมาส
ประเด็นร้อน
คำเทศนา NT
อธิบายพระคัมภีร์ OT
อธิบายพระคัมภีร์ NT
คำปรึกษา
ศิษยาภิบาล
บทเทศน์อื่นๆ
บทความใหม่ Update
รูปนี้มีข้อคิด
บทความผู้นำ
คริสตจักร Church
บทความดีๆ
คำสอนเรื่องครอบครัว
พระคัมภีร์วันละคำ
คริสตจักรแบ๊บติส์เชียงใหม่
หนังสือแนะนำ
หนังสือแนะนำ
 
หมวด » คำปรึกษา

หลักการให้คำปรึกษาและความหมาย 2

                                                หลักการให้คำปรึกษาและความหมาย(2)

                                                                             ธวัช  เย็นใจ เรียบเรียง

 

ทบทวน

                ในการให้คำปรึกษาหารือแก่ผู้มีปัญหานั้น มีหัวข้อหรือประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้

                (๑)การฟัง (ยก. ๑.๑๖)

                (๒)การสังเกต (อฟ. ๕.๑๕-๑๖)

            (๓)การซักถาม

                (๔)การสนับสนุน หรือการทวนซ้ำความ

                (๕)การให้กำลังใจ (ฮร. ๑๐.๒๔-๒๕)

                (๖)การทบทวนสาระสำคัญ/การสรุปเนื้อหา

                (๗)การสะท้อนความรู้สึก

                (๘)การแปลความ

                (๙)การเผชิญหน้า

                (๑๐)การนำ

                (๑๑)การให้ข้อมูล และการแนะนำ (๒ ทธ. ๔.๑๓)

                (๑๒)การเปิดเผยตัวเอง

                (๑๓)การระบุผลที่ตามมา

                (๑๔)การให้ข้อมูลย้อนกลับ

                (๑๕)การเพ่งประเด็น

                (๑๖)การเงียบ

๒.การสังเกต

            โคลงโลกนิติบทหนึ่งว่า

                “คราวดีมีเพื่อพ้อง   พรูตาม

            ยืนนั่งไต่ตอมถาม     ถี่ถ้อย

            คราวทุกข์ฉุกเฉินความ มีโทษ

            เพื่อนเล่นเจรจาน้อย  หนึ่งนั้น ฤามี”

                การสังเกตเป็นเครื่องมือของผู้ให้คำปรึกษา เพื่อจะเข้าใจบุคลิกภาพของผู้ที่มีปัญหา(ซึ่งมาขอรับคำปรึกษา)

                พระคัมภีร์สอนคนของพระเจ้าให้ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้าอยู่เสมอ ดังที่เปาโลบอกแก่คริสเตียนเอเฟซัสว่า “จงระวังการดำเนินชีวิตให้ดี อย่าเหมือนคนไร้ปัญญา แต่ให้เหมือนคนที่มีปัญญา จงใช้โอกาสให้เป็นประโยชน์ เพราะว่าทุกวันนี้เป็นยุคที่ชั่วร้าย เพราะเหตุนี้ อย่าเป็นคนโง่เขลา แต่จงเข้าใจว่าอะไรคือพระประสงค์ของพระเจ้า” (อฟ. ๕.๑๕-๑๗)

                นอกจากที่ปรึกษาจะได้รับข้อมูลทางคำพูดหรือการบอกเล่าของผู้มาขอรับคำปรึกษาแล้ว จะต้องสังเกตดูบุคลิกภาพภายนอก เช่น การแต่งกาย การไว้ผม ท่านั่ง การสบตาหรือไม่สงบตา การแสดงออกทางสีหน้าและแววตา การ

เคลื่อนไหวของร่างกาย ระดับน้ำเสียง (เบาหรือหนัก สั่นเครือหรือโกรธแค้น) จังหวะการพูด การเลือกประเด็น ภาษาที่ใช้ ความต่อเนื่องของเรื่องราว และการใช้เหตุผล ฯลฯ

                สังเกตคนไทย : การสังเกตภาษาพูดว่าเป็นเขาคนนั้นทางภาคไหนของไทย ภาคอีสาน (จะมีปัญหาเรื่องการออกเสียง ช.ช้าง) ภาคกลางจะมีเสียงเหน่อ (สุพรรณบุรี) ภาคใต้จะออกเสียง ง.งูไม่ได้ (จะออกเสียงเป็น ฮ.นกฮูก) ยิ่ง

เป็นชาวประมงก็จะสังเกตการเดินได้ง่าย ส่วนคนทางภาคเหนือถ้ามาจากที่บนภูเขาสูงจะเดินหลังค่อม และคนเมืองจากเสียงสระ “อัว” และ “โอ” ไม่ชัด (ไปด้วยกัน, ไปเที่ยว, ไปกินก๋วยเตี๋ยวและแวะซื้อของขวัญ)

            ตัวอย่างจากพระคัมภีร์ : ปฐก.บทที่ ๓๐-๓๑ ความสัมพันธ์ระหว่างลาบันกับยาโคบค่อนข้างราบรื่น แต่เมื่อยาโคบถูกหลอกในเรื่องการแต่งงาน ทำให้เขาไม่ค่อยไว้ใจพ่อตา และทั้งสองฝ่ายคอยเอารัดเอาเปรียบและฉกฉวยผลประโยชน์กันตลอดเวลา และสังเกตดูพฤติกรรมของแต่ละฝ่ายเปลี่ยนไป ลาบันสังเกตดูยาโคบ (ปฐก. ๓๐.๒๗) และยาโคบสังเกตดูพ่อตา “เห็นว่าไม่ดีต่อท่านเหมือนเมื่อก่อน (ปฐก. ๓๑.๒) แล้วมาถึงจุด “ฟางเส้นสุดท้าย ทำให้ม้าหลังหัก”

                เยรามีย์บอกว่า “จงวิ่งไปมาบนถนนในกรุงเยรูซาเล็ม จงมองดูและสังเกต จงค้นหาตามลานเมืองเพื่อจะหาสักคนหนึ่งที่ยุติธรรมและแสวงหาความจริง” (ยรม. ๕.๑) พระเยซูคริสต์เป็นนัก “สังเกต” พระองค์ทรงยืนอยู่พระวิหารสังเกตดูคนที่เอาเงินมาใส่ในตู้ถวาย (มก. ๑๒.๔๑) และทรงสั่งให้พวกสาวกเป็นนักสังเกต “เชื้อฟาริสี” (มธ. ๑๖.๖) เปาโลเป็นนักสังเกต เมื่อท่านเดินทางไปที่กรุงเอเธนส์และ “สังเกตเห็นแท่นพระที่ชาวเมืองกราบไหว้บูชา” และฉวยโอกาสประกาศข่าว

ประเสริฐทันที (กจ. ๑๗.๒๓)

                คนจีนมีคำพูดอมตะว่า “รู้หน้า ไม่รู้ใจ” แต่คนไทยมีคำพูดลึกซึ้งกว่าคือ “แค่มองหัวแม่ตีน ก็รู้ใจ”

๓.การซักถาม

                การถามเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นสำหรับผู้ที่เป็นที่ปรึกษา แต่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือว่า “รู้ว่าจะถามอะไร และถามตรงไหน” เพื่อจะให้เข้าประเด็นและตรงจุดมากที่สุด

                ตัวอย่าง : ชายคนหนึ่งคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะเสีย จึงโทรเรียกช่างมาซ่อมที่บ้าน เมื่อช่างมาถึงก็ดึงโน่นเขย่านี่ และเปิดกล่องซีพียูแล้วเคาะไปหนึ่งที คอมพิวเตอร์ก็กลับมาใช้ได้เหมือนเดิม เจ้าของบ้านจึงถามว่า “ค่าซ่อมเท่าไหร่?” ช่างตอบว่า “หนึ่งพันบาทครับ”

                เจ้าของบ้านตาเหลือกและถามว่า “แค่เคาะทีเดียวนี่นะ คิดตั้งพันบาท”

                “ไม่ใช่ครับ” ช่างตอบ “ค่าเคาะผมคิดแค่บาทเดียว แต่ค่าที่รู้ว่าจะเคาะตรงไหน ผมคิด ๙๙๙ บาท”

                คำถามมีอยู่ ๒ ประเภท คือ

                (๑)คำถามปลายปิด

            เป็นคำถามที่ถามไปแล้ว ผู้มาขอรับคำปรึกษาจะตอบได้เพียง ๒ อย่างเท่านั้นคือ “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” ได้หรือไม่ได้

ทำหรือไม่ ส่วนมากจะนำมาใช้ในกรณีต้องการรวบรวมข้อมูล หรือทำเนื้อเรื่องให้มีความกระจ่างชัดขึ้น หรือช่วยจำกัดขอบเขตของเรื่องราวที่พูดคุยกัน  หรือเพื่อมิให้การพูดคุยกันสับสนและหลงประเด็น หรือใช้เมื่อต้องการหยุดสนทนาเท่านั้น

                ข้อสังเกตคือ คำถามแบบปลายปิดนี้ เป็นคำถามที่พวกตำรวจ อัยการหรือทนายมักใช้สอบสวนผู้ต้องหา เพื่อไล่คนทำผิดให้จนมุมและรับสารภาพ แล้วจากนั้นทำสำนวนส่งขึ้นฟ้องศาล เพื่อตัดสินลงโทษต่อไป แต่คำถามแบบปลายปิดไม่เหมาะที่จะนำมาใช้ในกรณีของการปรึกษาหารือ (counseling) 

            พระเยซูคริสต์มักจะใช้วิธีนี้จัดการกับพวกศัตรูเท่านั้น เช่นกรณีพระองค์ถามพวกนักศาสนาชาวยิวว่า คำสอนของยอห์นมาจากพระเจ้าหรือมาจากมนุษย์? หรือเงินเหรียญนั้นเป็นตราของใคร? ซึ่งคำตอบจะออกมาเพียง ๒ อย่างเท่านั้น

                ตัวอย่าง : นานมาแล้วมีรายการทางทีวีชื่อ “๒๐ คำถาม” เขาจะตั้งหัวข้อหรือประเด็นขึ้นมาเรื่องหนึ่งหรือสิ่งหนึ่ง แล้วให้ผู้เข้าแข่งขันถามไปเรื่อยๆ แต่ผู้ตอบมีสิทธิ์ตอบเพียงแต่คำว่า “ใช่หรือไม่ใช่” เท่านั้น

                (๒)คำถามปลายเปิด

                ที่ปรึกษาจะต้องใช้คำถามแบบปลายเปิด เช่นคำว่า “อย่างไร?” “เพราะเหตุใด?” “ทำไมมันเป็นอย่างนั้น?” ขอช่วยอธิบายนิดหนึ่ง เพื่อให้ผู้มาขอรับคำปรึกษาได้มีโอกาสเล่าเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้น หรือแสดงความคิดเห็นของตนเองออกมา  ซึ่งไม่เพียงแต่ที่ปรึกษาจะได้รับรู้ถึงความเป็นไปเป็นมาละเอียดขึ้นแล้ว ยังเป็นโอกาสที่ผู้มีปัญหาจะได้ระบายความในใจของตนเองอีกด้วย

                ตัวอย่างแรก : เมื่อพระเยซูทรงรักษาคนตาบอดแต่กำเนิดให้หายบอด พวกฟาริสีไม่พอใจมากจึงทำการสอบสวน และถามคนที่ตาเคยบอดว่า “เจ้าคิดอย่างไรในเรื่องคนนั้น ในเมื่อเขาทำให้ตาของเจ้าหายบอด?” (ยน. ๙.๑๗) จุดประสงค์อาจจะใคร่รู้ความจริง หรือคอยจับผิดก็เป็นได้ แต่ชายคนนั้นตอบว่า “ท่านเป็นผู้เผยพระวจนะ”

                ตัวอย่างที่สอง : พวกนักศาสนาชาวยิวกำลังถกเถียงกันเรื่องธรรมบัญญัติข้อใดใหญ่ที่สุด และพระเยซูทรงตอบ

เขาว่า จงรักพระเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจ และรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง ธรรมาจารย์คนหนึ่งแสดงความคิดออกมาว่าเห็นด้วยกับพระเยซูอย่างยิ่ง “พระองค์ทรงเห็นว่าคนนั้นพูดโดยใช้ความคิด(ตอบสนองอย่างมีปัญญา - ๒๐๑๑) จึงตรัสว่า ท่านไม่ไกลจากแผ่นดินของพระเจ้า” (มก. ๑๒.๓๔)

๔.การสนับสนุน

                ในการให้คำปรึกษาหารือนั้น จะมีสองฝ่าย คือมีการเสนอและสนอง ดังนั้น นอกจากผู้ให้คำปรึกษาจะมีหลักการอย่างถูกต้องถามคำสอนของพระคัมภีร์แล้ว เขาจะต้องขยันในการใช้ภาษากายและอารมณ์ด้วย เช่น การพยักหน้า(เห็นด้วยหรือยอมรับ)  สายตา (มองคู่สนทนา แสดงความสนใจ จดจ่อที่คู่สนทนา) ศีรษะ (โคลงไปมา) ปากที่ตอบสนองว่า “ครับ/ค่ะ” “หรือครับ?” “โอโฮ” หรืออื่อฮึ เป็นระยะๆในจังหวะที่เหมาะสม

                เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง ผู้ให้คำปรึกษาจะทบทวนซ้ำประโยคที่สำคัญในตอนท้าย

            บทเรียน : ขอให้สังเกตการณ์สนทนาระหว่างพระเยซูคริสต์กับนิโคเดมัส(นักศาสนา) และพระเยซูกับหญิงชาวสะมาเรีย (คนบาป) ในยอห์นบทที่ ๓-๔

๕.การให้กำลัง

                (๑)การช่วยหนุนใจ

                ผู้ให้คำปรึกษาจะต้องให้กำลังใจแก่ผู้ที่มีปัญหา ภาษาคริสเตียนใช้คำว่า “การหนุนจิตชูใจ” (ภาษาเดิม “เล้าโลมใจ”) เป็นการพูดเพื่อกระตุ้นให้ผู้มาขอรับคำปรึกษารู้ว่ามีคนที่คอยห่วงใย รักและให้กำลังใจอยู่ ทำให้มีความคิดที่จะฮึดสู้กับปัญหาที่เกิดขึ้น  รวมไปถึงมีความมั่นใจในตนเองมากขึ้นด้วย

                ตัวอย่าง : นักท่องเที่ยวขับรถยนต์ไปติดหล่ม ชาวนาใจดีเอาควายเผือกมาช่วยดึงออก โดยเอาผ้าขาวม้าปิดตาควายไว้ พร้อมกับตะโกนว่า “เอ้าอีเผือกดึง อีดำดึงแรงๆ...เอ้าอีด่างช่วยดึงด้วย” นักท่องเที่ยวถามว่า “ทำไมลุงจึงเรียกชื่อควายหลายชื่อล่ะครับ?” เขาตอบว่า “อ๋อ เป็นการให้กำลังใจควายน่ะ ให้มันคิดว่ากำลังมีควายหลายตัวมาช่วยกันดึง มันจะมีแรงฮึดมากขึ้น”

                (๒)หลักการจากพระคัมภีร์

                 ผวฉ. ๒๐.๒๒ ยามเมื่อบ้านเมืองตกอยู่ในภาวะสงคราม คนอิสราเอลต่างหนุนใจซึ่งกันและกันให้เข้มแข็งขึ้น

                โยบ ๔.๔-๕ เอลีฟัสกล่าวถึงโยบว่า “ถ้อยคำของท่านหนุนใจคนที่กำลังสะดุด และท่านได้ทำให้เข่าที่อ่อนล้านั้นมั่นคง แต่บัดนี้ความทุกข์มาถึงท่านแล้ว และท่านก็ทนไม่ไหว มันแตะต้องท่านแล้ว และท่านก็หวาดผวา”

                ๒ คร. ๗.๖ “พระเจ้าทรงหนุนใจคนที่ท้อใจ”  เปาโลบอกถึงความยากลำบากในการรับใช้ว่า “พระเจ้าทรงหนุนใจข้าพเจ้าด้วย”  รม. ๑.๑๒ เปาโลบอกแก่คริสเตียชาวโรมันว่า “ให้หนุนใจซึ่งกันและกันชน” ใน ๑ ธส. ๕.๑๑ “เหตุฉะนั้น จงหนุนใจกันและกัน และจงก่อกันขึ้น”

                ฮร. ๑๐.๒๔-๒๕ ในสมัยแรกๆของคริสตจักร คริสเตียนชาวยิวมีความยากลำบากอย่างยิ่งในการดำเนินชีวิตติดตามพระเยซูคริสต์ ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูจึงบอกว่า“ขอให้เราพิจารณาดูเพื่อจะปลุกใจกันให้มีความรักและทำความดี อย่าขาดการประชุมเหมือนอย่างที่บางคนขาดอยู่นั้น แต่จงหนุนใจกันให้มากยิ่งขึ้น เพราะพวกท่านก็รู้อยู่แล้วว่า วันนั้นใกล้เข้ามาแล้ว”

                “หนุนใจ” ในภาษากรีกคือ parakletos   แปลตรงตัวว่า “เรียกมาอยู่เคียงข้าง” เป็นผู้ที่คอยช่วยเหลือ เกื้อกูลและบรรเทาความทุกข์ใจ เป็นชื่อหนึ่งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ก่อนที่พระเยซูจะเสด็จไปที่ไม้กางเขนและสิ้นพระชนม์ พระองค์ตรัสว่า “ถ้าพวกท่านรักเรา ท่านก็จะประพฤติตามบัญญัติของเรา เราจะทูลขอต่อพระบิดา และพระองค์จะประทานผู้ช่วยอีกผู้หนึ่งให้กับพวกท่าน คือพระวิญญาณแห่งความจริง..พระองค์จะสถิตอยู่กับท่าน และจะประทับอยู่ท่ามกลางพวกท่าน”

(ยน. ๑๔.๑๕-๑๗)

                ตัวอย่าง : รถตู้เก่าๆคันหนึ่งแล่นขึ้นบนภูเขาสูง เนื่องจากเครื่องมีแรงน้อย พอใกล้ถึงจุดสุดยอดก็ต้องจอด คนที่นั่งข้างคนขับจึงลงมาพร้อมกับไม้เบสบอลในมือ เขาหวดมันเข้าที่ข้างตัวถังรถ ทำให้รถขยับขึ้น ตีครั้งหนึ่งรถก็ขยับขึ้นหน่อยหนึ่ง จนกระทั่งถึงยอดเขา มีคนถามเขาว่า “ทำไมต้องตีรถแบบนั้น?” เขาตอบว่า “เพราะในรถบรรทุกนกพิราบเป็นร้อยๆตัว เมื่อตีที่ตัวถังทำให้มันตกใจและบินขึ้นพร้อมกัน จึงยกรถขึ้นทีละเล็กทีละน้อย”

 
TAG :
เขียนเมื่อ :  28 ตุลาคม 2556 13:19:21 เข้าชม :  2219   ครั้ง แจ้งลบ
เว็บราคาพี่น้องคริสเตียน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
หลักการให้คำปรึกษา  เกี่ยวข้องกับการพูด  
หลักการให้คำปรึกษา เกี่ยวข้องกับการพูด
วิชาการให้คำปรึกษาเกี่ยวข้องกับการพูดโดยตรง ในสำนวนภาษาไทยมีคำว่า “พูดคล่องเหมือนล่องน้ำ” หมายถึงพูดโดยไม่ติดขัด “พูดดีเป็นศรีแก่ปาก” (พูดมากปากจะมีสี) “พูดเป็นต่อยหอย” คือพูดฉอดๆโดยไม่มีช่องว่างและจังหวะจะโคน “วาจาเหมือนงาช้าง” หมายถึงคำพูดที่มีคุณค่า
เข้าชม : 2659 ครั้ง
ผู้รับใช้กับการถวายตัว  
ผู้รับใช้กับการถวายตัว
จ๊างม้างัวควายต๋ายแล้วเหลือเขา ดูกหนังคนเฮายังใจ๊ก๋ารได้ ขี้ปุ๋มและก่อลำไส้ยังกิ๋นลำอิ่มต๊อง มนุษย์เฮาต๋ายสหายปี๊น้อง ตึงบ่ห่วงข้องอาลัย ซุดแต่ดูกผั๊วะเอาขว้างเหี๋ยไกล๋ กลัวเป็นโรคภัยเป็นผีหลอกบ้าน”
เข้าชม : 3179 ครั้ง
ความเข้าใจในพระคัมภีร์  
ความเข้าใจในพระคัมภีร์
คริสเตียนเชื่อว่า พระคัมภีร์ได้รับการดลใจจากพระเจ้า (๒ ทธ. ๓.๑๖) ประกอบด้วยภาคพันธสัญญาเดิมและภาคพันธสัญญาใหม่ Bible เป็นคำที่มาจากภาษากรีกว่า biblia, biblion มาจากคำว่า “หนังสือ” (biblos) เขียนในกระดาษพะไพรัส หรือบนหนังสัตว์ และเก็ยรักษาไว้ในลักษณะเป็นม
เข้าชม : 1390 ครั้ง
เข้าใจลักษณะนิสัยของมนุษย์  
เข้าใจลักษณะนิสัยของมนุษย์
มนุษย์มาจากการทรงสร้างของพระเจ้า (กจ. ๑๗.๒๖-๒๗) แต่ละคนมีลักษณะนิสัยที่ไม่เหมือนกัน เรียกว่า character และ personality แต่โดยรวมแล้วแบ่งออกเป็น ๔ แบบด้วยกัน ๑ คร. ๒.๑๐-๓.๔ เปาโบแบ่งมนุษย์ในโลกออกเป็น ๓ พวก คือ มนุษย์ธรรมดา มนุษย์ฝ่ายวิ
เข้าชม : 1567 ครั้ง
thaisermons.com
Contact Us : tawatyenjai@yahoo.com
Copyright 2012 © thaisermons.com
by.Tawat Yenjai